วันพุธที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

ประวัติความเป็นมา ของดนตรีแนวต่างๆ


ดนตรีแนว บลูส์ (Blue)

เป็นดนตรืที่ถือกำเนินขึ้นกลางไร่ฝ้าย ณ ดินแดนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำมิสซิสซิปปี้  จากความทุกข์ยากของคนงานผิวดำ ซึ่งถูกนำตัวมาจากแอฟริกา เพื่อมาเป็นทาสทำงานในไร่ฝ้ายท่ามกลางความกดดันต่างๆนานา ในเวลาค่ำคืนพวกเขาจับกลุ่มกันร้องเพลงโดยใช้กีตาร์โปร่งเก่าๆ และร้องเพลงออกมาอย่างกดดัน เสียงร้องแหลมสูงของพวกเขาแสดงถึงภาวะจิตใจของเขาในขณะนั้นได้ดี  เป็นบทเพลงที่ถ่ายทอดอารมณ์ความเจ็บปวดของชนผิวดำในยุคนั้นได้อย่างเที่ยงตรงที่สุด บทเพลงมักเกี่ยวกับเรื่องการเอารัดเอาเปรียบของเจ้าของไร่  การโหยหาบ้านเกิด การสรรเสริญพระเจ้า ความรักอันร้อนเร่า ฯลฯ  เสียงดนตรีแนวบลูส์ถือเป็นมรดกที่ล้ำค่ายิ่งของชนผิวดำ


ดนตรีแนว บับเบิ้มกัม (Bubble Gum)

เป็นดนตรีประเภทที่มีทำนองง่ายๆ สนุกสนานให้ความรู้สึกสดใสคล้ายกับการเคี้ยวหมากฝรั่ง โดยดนตรีประเภทนี้เริ่มมีชื่อเสียงขึ้นในช่วงปี 1968-1969  โดยมีต้นกำเนิดมาจาก 2 ทาง คือ เพลงที่เด็กๆ นิยมร้องหรือเพลงกล่อมเด็ก เพลงร็อคที่นำมาเรียบเรียงทำนองใหม่ให้สนุนสนานแบบเด็กๆ ดนตรีประเภทพนี้มักจะได้รับความนิยมเฉพาะในกลุ่มเด็กๆและวัยรุ่น แต่นักฟังเพลงที่รุ่นใหญ่ขึ้นไป ก็ไม่ให้ความสนใจมากนัก เพราะคิดว่าเพลงประเภทนี้ขาดความเป็นศิลปะ เป็นที่นิยมและเสื่อมสลายไปอย่างรวดเร็ว คล้ายกับการเคี้ยวหมากฝรั่งที่เมื่อหมดรสชาติ ก็จะคายทิ้งไป

 ดนตรีแนว คลาสสิค (Classical)

เป็นดนตรืที่แต่งขึ้นอย่างมีระเบียบแบบแผนที่เคร่งครัด  เป็นดนตรีที่แต่งโดยคีตกวีผู้มีความสามารถ และเล่น
ดนตรีได้เป็นอย่างดี  เขียนโน้ตให้เครื่องดนตรีทุกชิ้นเล่นได้อย่างผสานกลมกลืน และบรรเลงร่วมกันออกมา
อย่างไพเราะงดงาม คีตกว่จะเป็นคนเขียนโน้ตให้วงที่เรียกว่า ซิมโฟนี ออร์เคสตร้า (Symphony Orchestra) 
บรรเลงออกมา  ซึ่งแบ่งเป็น 4 ส่วน คือ
 1.  ส่วนที่เป็นเครื่องสาย เช่น ไวโอลิน วิโอล่า เชลโล่ ดับเบิลเบส
 2.  ส่วนที่เป็นเครื่องลมไม้ เช่น ฟลุต คลาริเนท โอโบ บาสซูน
 3.  ส่วนที่เป็นเครื่องเป่าทองเหลือง เช่น ทรัมเปต ทรอมโบน ทูบา ฮอร์น แซ็กโซโฟน
 4.  ส่วนที่เป็นเครื่องให้จังหวะ เช่น กลองชุด  กลองทิมปานี  เครื่องประกอบจังหวะต่างๆ

ดนตรีแนว คลาสสิค-ร็อค (Classical Rock)

เป็นดนตรีที่อาจเป็นได้ทั้ง อาร์ต-ร็อค (Art Rock) ซึ่งหมายความว่า ดนตรีร็อคที่มีการเขียนเนื้อร้องอย่างประณีต
จนถือเป็นศิลปะโดยผสมจังหวะหนักหน่วงของร็อคเข้ากับแบบแผนหรือลักษณะทางดนตรีประเภทคลาสสิก ซึ่งอาจ
นำแนวประสานของดนตรีคลาสสิกมาทั้งหมด หรือแก้ไขให้มีเสียงแบบร็อค หรือ อาจประพันธ์ขึ้นมาใหม่เลย โดยยึดโครงสร้างหรือพื้นฐานทางคลาสสิกเลยก็ได้  โดยบางครั้งในการแสดงนักดนตรีร็อคอาจแสดงโดยมีวงออร์เคสตร้าเล่นในแนวคลาสสิกอยู่เบื้องหลัง แนวดนตรีแบบนี้จะเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "โพรเกรสซีฟ ร็อค (Progressive Rock)"

ดนตรีแนว คันทรี (Country)
ถือเป็นรากฐานของดนตรีร็อกทางฝั่งอเมริกา  ดนตรีคันทรีเป็นดนตรีพื้นบ้านของคนผิวขาวมีฐานะค่อนข้างยากจน 
ส่วนใหญ่เป็ฯชาวอังกฤษที่อพยพไปอยูทางตอนใต้ของสหรัฐอเมริกา มักประกอบอาชีพเป็นชาวไร่ ชาวนา โดยที่ผู้
เป็นบุคคลชั้นนี้เป็นผู้รักษาวัฒนธรรมพื้นบ้านได้ดีกว่าชนชั้นสูงเช่นเดียวกับชาวไร่ ชาวนาของไทย ที่นิยมร้องเพลง
ลูกทุ่งมากกว่าเพลงลูกกรุงหรือเพลงฝรั่ง

 ดนตรีแนว อิเลคโทรพ๊อพ  (Electro-Pop)

ป็นดนตรีในยุคทศวรรณที่ 80 ที่ลดจำนวนนักดนตรีและผู้เล่นดนตรีให้เหลือน้อยที่สุด แต่ใช้ซินธิไซเซอร์
คอมพิวเตอร์มาป้อนข้อมูลทางดนตรี เพื่อให้เสียงดนตรีออกมาแทนนักดนตรี บางครั้งผู้เล่นเพียงคนเดียวแต่เสียง
ดนตรีเหมือนกับบรรเลงออกมาทั้งวงเลยทีเดียว เพลงประเทภนี้มักจะมีจังหวะที่เร้าใจ และเหมาะกับการเต้นรำ

 ดนตรีแนว โฟล์ค (Folk)
เป็นดนตรีที่เกิดจากเรื่องราวหรือคำพูดที่เล่าสืบกันมาแต่โบราณ  โดยยังหาหลักฐานไม่ได้ว่าใครเป็นผู้ริเริมดนตรี
ประเภทนี้ขึ้น  เพราะใช้การร้องเล่าเป็นมรดกสืบต่อกันมาจนไม่รู้ต้นตอ  ทำให้เนื้อร้องหรือทำนองของเพลงบาง
เพลงเปลี่ยนไปจากต้นฉบับมากจนจำไม่ได้เลยก็มี  เนื้อร้องและดนตรีของเพลงโฟล์คมักแสดงอารมณ์ของกลุ่ม
บุคคลเช่น เพลงสงคราม เพลงเด็ก เพลงเล่าเกี่ยวกับประวัติศาสตร์หรือเทศกาลต่างๆ  โดยมีเนื้อร้องหรือท่วงทำนองเรียบง่ายเพลงโฟล์คของแต่ละชาติก็ต่างกัน

 ดนตรีแนว เฮฟวี่ เมตัล (Heavy Metal)
เป็นดนตรีแห่งความรุนแรงจากการตีคอร์ดที่เปิดเสียงกันดังสนั่น เสียงร้องที่แหลมสูงและโหยหวน เสียงกลองและ
เบสที่ดังกระหึ่ม เสียงกีตาร์ที่หวีดหวิวเชือดเฉือนหัวใจเป็นที่นิยมของวัยรุ่นมาก ซึ่งพวกเขาจะใช้ดนตรีประเภทนี้
เพื่อฟังให้หายเก็บกดจากเรื่องต่างๆ เช่น สังคม การเมือง การดำเนินชีวิตในกรอบของคน ดนตรีที่ดังสนั่นสามารถทำให้ผู้ฟังรู้สีกเหมือนได้ปลดปล่อยผ่อนคลายจากความกดดันได้เป็นอย่างดี

 ดนตรีแนว แจ๊ส (Jazz)
    เป็นดนตรืที่มีจุดกำเนินอยู่ที่เมืองนิวออร์ลีนส์ ซึ่งเดิมเรียกกว่า "ดนตรีแบบแร็กไทม์ (Ragtime)" ที่เป็นที่นิยม
ในหมู่คนผิวดำ ต่อมาได้พัฒนาเป็นแบบ "Dixieland Style" จากนั้น ดนตรีแบบแร็กไทม์ จึงถูกเรียกว่า แจ๊ส
และมีการขยายตัวไปสู่ชนผิวขาวมากขึ้น
    ดนตรีแจ๊สแตกแขนงออกไปมากมาย และมีชื่อเรียกต่างกันเช่น สวิง (Swing)  บี บ๊อบ (Be-Bob)  โมเดิร์นแจ๊ส(Modern Jazz)  คูลแจ๊ส (Cool Jazz)   ป๊อปแจ๊ส (Pop Jazz)  ฟรีแจ๊ส (Free Jazz) ฯลฯ  แต่อย่างไรก็ตามสิ่งที่ถือว่าเป็นหัวใจของดนตรีแจ๊ส คือ การเปิดโอกาสให้นักดนตรีแต่ละคนแสดงความสามารถในการเล่นเครื่องดนตรีของตนอย่างอิสระ (Improvise)  ไม่มีแบบแผนกำหนดตายตัว  ให้ทุกคนได้แสดงทักษะของตนอย่างเต็มที่โดยที่จะเล่นฉีกออกไปจากแนวทำนองหลักของเพลงอย่างไรก็ได้  แต่เมื่อตอนจบแล้วทุกคนในวงจะสามารถเล่นให้จบพร้อมกัน  ทั้งๆที่ก่อนหน้านั้น แต่ละคนอาจจะเล่นไปคนละทิศทาง หรือต่างคนต่างเล่นไปเลยก็ได้ นับว่าผู้เล่นดนตรีในแนวนี้ต้องมีความสามารถเฉพาะตัวสูงมาก

ดนตรีแนว แจ๊ส-ร็อค  (Jazz-Rock)

เป็นการนำเอาดนตรีแจ๊สและร็อคผสมเข้าด้วยกัน และมีการผสมเอาเครื่องเป่าเข้าไปในวงดนตรีแบบร็อค
นักดนตรีในแนวนี้จะสามารถเล่นดนตรีได้ทั้งแนวแจ๊สและร็อค เช่น วง Blood Sweet & Teaars, วง Chicago
(ในยุคแรก), Miles Davis ในอัลบั้มชุด Bitches Brew,  John Mclaughlin ฯลฯ

 ดนตรีแนว นิวเอจ (New Age)
เป็นดนตรืที่ส่วนใหญ่บรรเลงโดยใช้เปียนโนหรือคีย์บอร์ด จะใช้ดนตรีบรรยายธรรมชาติ เช่น ภูเขา แม่น้ำ ทะเล
ท้องฟ้า ให้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง และเป็นเรื่องเดียวกัน มีรากฐานมาจากดนตรีคลาสสิกซึ่งใช้เสียงคีย์บอร์ดแทน
เสียงของกลุ่มเครื่องงาน และเครื่องเป่าในเพลงคลาสสิค โดยสามารถบรรเลงโดยคนๆเดียวได้ ดนตรีประเภทนี้
จะฟังแล้วสบาย รู้สึกผ่อนคลาย อาจไม่มีจังหวะหรือทำนองที่หนักแน่นชัดเจน

 ดนตรีแนว ไซเคดีลิค ร็อค (Psychedelic Rock)
เป็นดนตรีแนวนอกคอก ฉีกกฎเกณฑ์ของสังคม และมักเกี่ยวข้องกับยาเสพติด (Hippy) สาเหตุมาจากส่วนใหญ่
เพลงแนวนี้ ศิลปินที่แต่งเพลงมักจะใช้ยาเสพติดประเภทต่างๆ เช่น แอลเอสดี กัญชา เฮโรอีน ฯลฯ จนเมื่อสร้าง
จินตนาการจากการใช้ยาเสพติคได้ ก็จะสามารถแต่งเป็นเพลงออกมา ซึ่งเพลงส่วนใหญ่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการเมือง
สังคม เรื่องเพศ ในมุมมองที่แตกต่างออกไป โดยจุดกำเนินแท้จริงอยู่แถบเมืองซานฟราสซิสโกของประเทศ
สหรัฐอเมริการ หนุ่มสาวในช่วงปี คศ 1967 ชุมนุมกันต่อต้านการเข้าร่วมสงครมเวียดนามของประเทศสหรัฐฯ
จึงมีการใช้ยาเสพติดเพื่อแสดงออกถึงเสรีภาพในการดำเนินชีวิต เปรียบเสมือนช่วงเวลาแห่งการแสวงหาให้กับ
ชีวิตหนุ่มสาวช่วงนั้น ปล่อยชีวิตไปกับความงามของธรรมชาติ เสียงเพลงและยาเสพติด พวกเขาเบื่อหน่ายกับ
สภาพชีวิตในสังคม ในห้องเรียน ต้องการแต่ความรักและเสียงเพลง

 ดนตรีแนว พังค์ ร็อค (Punk Rock)
เป็นดนตรีที่พัฒนาขึ้นราวปี คศ 1970 ในประเทศอังกฤษ เพื่อต่อต้านสังคมชนชั้นกลางและชนชั้นสูง และความ
ฟุ่มเฟือยของศิลปินซูปเปอร์สตาร์ บทเพลงแสดงออกด้วยอารมณ์เกรี้ยวกราดต่อความไม่เป็นธรรมและความ
เลวร้ายของสังคม การแสดงและการแต่งตัวของศิลปินเต็มไปด้วยความแปลกประหลาด และแฝงความรุนแรง
อยู่เสมอ โดยนักดนตรีอาจไม่มีความเก่งกาจมากมาย แต่จะเน้นการแสดงออกที่รุนแรงมากกว่า ดนตรีประเภทนี้
ไม่ใช้ เครื่องดนตรีไฟฟ้า เช่น ซินธิไซเซอร์ หรือเครื่องเป่าเลย ดนตรีรูปแบบนี้คล้ายดนตรี ที่เรียกกว่า
"นิวเวฟ" (New Wave) โดยนิวเวฟจะมีภาพพจน์ที่ดีขึ้น บทเพลงก็จะลดความหยาบกระด้างลง

 ดนตรีแนว แร็พ (Rap)
มีต้นกำเนิดจากวัยรุ่นผิวดำในแหล่งเสื่อมโทรมในเมืองใหญ่ๆ ซึ่งมีหมู่วัยรุ่นที่ยากจนใช้ และขายยาเสพติคอย่าง
แพร่หลาย  ดนตรีแร็พมีจุดเด่นที่จังหวะและเนื้อหา  แต่ไม่เน้นเสียงประสานและทำนองที่ไพเราะ  เสียงกลองจะทำ
ขึ้นด้วยปากกับมือ  บางครั้งก็ใช้เครื่องทำจังหวะที่มีเสียงไม่เหมือนกลองจริงๆ ภาษาที่ใช้ก็เป็นภาษาแสลงของคน
ผิวดำ  มีเนื้อหาเกี่ยวกับการระบายความอัดอั้นของวัยรุ่นในแหล่งเสื่อมโทรม  ประท้วงสังคม  แสดงความก้าวร้าว
ต่อต้าน  บางเพลงมีความหยายคายเพื่อให้สะใจผู้ฟัง เรียกอีกอย่างว่า ฮิปฮอป (Hip Hop)

 ดนตรีแนว เร็กเก้  (Reg Gae)
ในความคิดของชาวจาไมก้า ซึ่งถือว่าเป็นแม่แบบของดนตรีประเภทนี้ ชาวจาไมก้าถือว่า เร็กเก้เป็นดนตรีของ
พระเจ้า เป็นดนตรีประเภทที่ชาวจาไมก้านำดนตรีแบบ ริธึ่ม แอนด์ บลูส์ แบบอเมริกันมาเล่น แทนที่จะเล่นดนตรี
แบบคาลิปโซ่ ส่วนดตรีแบบชาวแอฟริกันทั่วไป ถือว่า เร็กเก้ เป็นดนตรีที่มีจังหวะหนักหน่วง เกรี้ยวกราดแสดง
อารมรณ์ของผู้ที่มีอาชีพเป็นชนชั้นกรรมาชีพได้อย่างดี

 ดนตรีแนว ร็อก แอนด์ โรล (Rock and Roll)
มีต้นกำเนิดมาจากนักจัดรายการวิทยุ ชื่อ อแลน ฟรีด Alan Freed ซึ่งมีความเห็นว่า วัยรุ่นผิวขาวในทศวรรณที่ 50 สนใจดนตรีแบบรึธึ่ม แอนด์ บูลส์มาก แต่เนื่องด้วยว่าเป็นดนตรีของคนผิวดำ และตอนนั้นมีการเหยียดผิวอย่างมาก เขาจึงเปิดเพลงรึธึ่ม แอนด์ บูลส์ แต่ตั้งชื่อรายการว่า "Moondog's Rock & Roll Party"  ซึ่งถือว่าเขาเป็นบุคคลสำคัญคนหนึ่งที่ทำให้ ร็อคแอนด์โรล เป็นอมตะมาจนทุกวันนี้

แหล่งที่มา http://www.klothailand.com/


เครื่องดนตรีไทย



เครื่องดนตรีไทย 4 ภาค

เครื่องดนตรีไทยภาคเหนือ
ซึง จัดเป็นดนตรีประเภทเครื่องดีดเป็นเครื่องดนตรีของล้านนาบรรเลง ด้วยการดีดซึงมีส่วนประกอบที่สำคัญอยู่ 2 ส่วนคือ ตัวซึง สายซึง และไม้ดีด ตัวซึงทำด้วยไม้สัก หรือไม้เนื้อแข็ง ซึ่งแบ่งออกเป็นกะโหลกซึงและคันซึง ส่วนที่เป็นกระโหลกซึงตรงด้านล่างจะตอกหมุด สำหรับผูกสายกลางกระโหลกจะเป็นที่สำหรับพาดสายซึง ตัวกล่องเสียงที่ขุดเป็นโพรง มีช่องเสียงอยู่ด้านหน้ากำหนดระดับเสียงเป็นระยะ ๆ สายทำด้วยโลหะหรือไหมไม้ดีดทำด้วยเขาสัตว์
สะล้อ เป็นเครื่องดนตรีประเภทสี สะล้อมีส่วนประกอบ 5 ส่วน คือ กระโหลก คันสะล้อ ลูกบิด สายละล้อและคันชักกระโหลกทำด้วยกะลามะพร้าวหน้ากระโหลกทำด้วยแผ่นไม้ค่อนข้างบาง กระโหลกสะล้อเจาะเป็นรูปสำหรับสอดใส่คันสะล้อคันสะล้อด้านบนเจารู 2-3 รู สำหรับสอดใส่ลูกบิด สายสะล้อนิยมใช้สายลวดปลายสายด้านล่างผูกยึดไว้กับปลายคันซอด้านล่างคันชักทำด้วยไม้ ขึงด้วยหางม้าเวลาสีมีทวนปักใช้ตั้งกับพื้น (คันชักแยกออกจากตัวสะล้อ)


ตะโลดโป้ด จัดเป็นเครืองดนตรีประเภทตี เป็นกลองสองหน้า รูปร่างทรงกระบอกยาว ทำด้วยไม้เนื้อแข็งหรือเนื้ออ่อนหน้ากลองขึงด้วยหนังโยง เร่งเสียงด้วยเชือกหนัง ถ่วงหน้าด้วยข้าวสุกบดผสมด้วยขี้เถ้า ตีด้วยไม้หุ้มนวม


ปี่จุม เป็นเครื่องดนตรีประเภท เป่าลิ้นเดียว มีส่วนประกอบแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ตัวปี่ และลิ้นปี่ ตัวปี่ทำด้วยไม้รวกชนิดหนึ่งด้านบนใกล้ปลายสุดเจาะรูสำหรับสอดใส่ลิ้น ใต้ลงมาเจาะรูสำหรับกดนิ้ว ลิ้นปี่ทำด้วยโลหะนำไปสอดใส่ไว้ในรูลิ้น เวลาเป่า ผู้เป่าจะอมด้านที่มีลิ้น ไว้ในกระพุ้งแก้มในแนวนอน การเป่าลมเข้าหรือออกจะได้โทนเสียงระดับเดียวกัน ปี่สามารถทำเสียงได้ทั้งเป่าและดูดทำให้เสียงดังติดต่อกันไม่ขาดระยะ ปี่ที่นิยมทำมี 4 ขนาด คือ ปี่ใหญ่ ปี่กลาง ปี่ก้อยและปี่ตัด


กลองปูเจ่หรืออุเจ่ จัดเป็นเครื่องดนตรีประเภทตี มีลักษณะคล้ายกลองยาว แต่มีขนาดเล็กกว่า ตัวกลองทำด้วยไม้ขนุนไม้ชุมเห็ด ไม้ซื้อ ขึงด้วยหนังหน้าเดียว ท่องหางของกลองกลึงเป็นปล้อง ๆ มีสายสะพายสำหรับคล้องไหล่ เวลาตี มักตีด้วยมือ ประวัติกลองชนิดนี้ เป็นของชาวไทยมาช้านาน ได้แพร่เข้ามาในอาณาจักรล้านนาไทยแต่โบราน

เครื่องดนตรีไทยภาคกลาง
ซอด้วง จัดเป็นเครื่องดนตรีประเภทเครื่องสี มีส่วนประกอบสำคัญอยู่ 4 ส่วน คือกระโหลก, คันซอ, สายซอและคันชักกระโหลกซอด้วง เป็นรูปทรงกระบอกทำด้วยไม้ประดู่ขึงหน้าด้วยหนังงู มีช่องเสียงอยู่ด้านตรงข้าม คันชักนิยมใช้หางม้า ซอด้วงมีสองสายทำด้วยไหมหรือไนล่อนแต่ปัจจุบันนิยมใช้สายไนล่อน ซอด้วงมีระดับเสียงแหลมเทียบเสียงเป็นคู่ห้าคือเสียง ซอลกับเร
ซออู้ จัดเป็นเครื่องดนตรีประเภทสี กระโหลกซอจะทำด้วยกะลามะพร้าว มีสองสายระดับเสียงทุ้มมีรูปทรงโต ป้าน ตัดด้านหน้าของกะลาออกปิดด้วยหนังที่หนากว่าซอด้วง คันทวยทำด้วยไม้เนื้อแข็งตอนบนมีลูกบิดสำหรับขึงสาย สายซออู้ทำด้วยไหมฟั่นมีคันชักอยู่ระหว่างสายเช่นเดียวกับซอด้วง


ระนาดเอก เป็นเครื่องดนตรีประเภทตี ลูกระนาดทำมาจากไม้ไผ่ หรือไม้เนื้อแข็งมประมาณ 21-22 ลูก ร้อยติดกันเป็นผืนมีขนาดลดหลั่นกัน แขวนไว้กับรางที่มีรูปร่างคล้ายเรือมีขาตั้งติดกับกล่องเสียงใช้ตีด้วยไม้คู่ ได้แก่ไม้แข็งหรือไม้นวมลูกระนาดปรับเสียงสูงต่ำด้วยตะกั่ว ซึ่งผสมขึ้ผึ้งติดไว้ข้างใต้ลูกระนาดในสุโขทัยเรียกว่า “พาด”


ฆ้องวงใหญ่ จัดเป็นเครื่องดนตรีประเภทตี เกิดจากการเอาฆ้องหลาย ๆ ใบมาเรียงเข้าชุดบนรางทรงกลมลดหลั่นตามลำดับเสียงทำเป็นทำนองหลักในวงปี่พาทย์และวงมโหรี ลูกฆ้องทำจากโลหะผสมมีปุ่มสำหรับดีอยู่ตรงกลาง เรือนฆ้องทำจากหวายผูกเป็นร้านดัดให้โค้งเป็นวง ๆ หนึ่ง มี 16 ลูก คนตีนั่งอยู่ตรงกลาง ใช้ตะกั่วผสมขี้ผึ้งถ่วงเสียงใต้ลูกฆ้องให้ได้ เสียงตามต้องการโดยตีด้วยไม้หุ้มนวม 1 คู่ ฆ้องวงใหญ่มีเสียงทุ้มดำเนินทำนองหลักเชื่องช้าใช้บรรเลงผสมกับวงปี่พาทย์และวงมโหรี


จะเข้ จัดเป็นเครื่องดนตรีประเภทดีดมี 3 สาย แต่เดิมเป็นสายไหม สองสายและสายลวดหนึ่งสาย แต่ปัจจุบันนิยมใช้สายไนลอนแทน ตัวจะเข้ ทำด้วยไม้เนื้ออ่อนเช่น ไม้ขนุนโดยขุดให้เป็นโพลงมีช่องเสียงอยู่ข้างล่าง มีสาย 3 สาย ทำด้วยไหมฟั่นและทองเหลือง

เครื่องดนตรีไทยภาคอีสาน
พิณ จัดเป็นเครื่องดนตรีประเภทดีด มีส่วนประกอบที่สำคัญ 5 ส่วน คือ กระโหลก คันพิณ ลูกบิดสาย และไม้ดีดกระโหลกและคันพิณ นิยมทำมาจากไม้ชิ้นเดียวกัน ส่วนใหญ่เป็นไม้ขนุนหรือไม้ประดู่ กระโหลกของพิณ มีหลายรูปทรง ทั้งรูปกลม รูปเหลี่ยมหรือรูปไข่ กล่องเสียงเป็นสี่เหลี่ยมมนหรือคล้ายใบไม้ สายพิณเดิมทำด้วยสายไหม แต่ปัจจุบันทำด้วยสายลวดมี 2-4 สาย ตอนปลาย ทำเป็นลวดลายหัวพญานาคใช้ดีดด้วยแผ่นบาง ๆ

 
แคน จัดเป็นเครื่องเป่าชนิดหนึ่ง เป็นเครื่องดนตรีที่สำคัญที่สุดชาวอีสานมีเสียงคล้ายออร์แกน แคนมีส่วนประกอบที่สำคัญ คือ เต้าแคน ไม้กู่แคน ลิ้นแคน ขี้สิ่วและมีดเจาะเป็นโพรง เพื่อสอดลูกแคนเรียงไว้ในเต้าแคน เจาะส่วนหน้าเป็นรูปเป่าเพื่อบังคับลมเป่าให้กระจายไปยังลิ้นแคนอย่างทั่วถึง ไม้กู่แคน ทำด้วยไม้ซางหรือไม้รวกเล็ก ๆ ที่มีขนาดและความหนาพอเหมาะและลดหลั่นกัน นำมามาเจาะให้ทะลุข้อ ตัดให้ตรง ตัดให้ได้ขนาดสั้น ยาวไดสัดส่วน เจาะรูสำหรับใส่ลิ้น ลิ้นแคนทำจากโลหะทองแดง หรือทองแดงผสมเงิน นำไปหลอมและนำมาตีเป็นแผ่น ให้ได้ขนาดและความหนาบางตามต้องการ นำมาตัดให้ได้ตามขนาดต่าง ๆ แล้วนำไปสอดใส่ในกู่แคน แต่ละอันตามแผนผังเสียงของแคน


โหวด เป็นเครื่องเป่าไม่มีลิ้น จัดอยู่ในประเภทขลุ่ยแต่โหวดไม่มีรูพับจะมีเสียงลดหลั่นกันตามลักษณะของเสียงดนตรี โหวดประกอบด้วยส่วนสำคัญ 3 ส่วนคือ ลูกโหวดไม้แกน และขี้สูดลูกโหวดทำจากไม้ซางที่ชาวอีสานเรียกว่าไม้เฮี้ยหรือไม้กู่แกนนำมาตัดให้ได้ขนาดลดหลั่นกันเป็นท่อตามโครงสร้างของเสียงแล้วมาเรียงตัดไว้กับแกนไม้ไผ่โดยใช้ขี้สูดเป็นกาวเชื่อมตัดกันไว้ขี้สูดส่วนหนึ่งใช้อุดรูลูกโหวดด้านล่างเพื่อเป็นเครื่องปรับระดับเสียงและขี้สูดอีกส่วนหนึ่งใช้ติดไว้ที่ตรงหัวของโหวดเพื่อกันกระแทกเวลาโหวดตกกระทบกันปัจจุบันใช้รองปากเวลาเป่าเพื่อหันโหวดไปมาได้สะดวก


โปงลาง หรือขอลอ จัดเป็นเครื่องตีชนิดหนึ่งมีลักษณะคล้ายระนาดส่วนประกอบที่สำคัญคือ ลูกโปงลางซึ่งเดิมมี 5-7 ลูกปัจจุบันนิยมทำเป็น 12 ลูก โปงลางทำด้วยไม้เนื้อแข็งนิยมใช้ไม้หมากเลื่อมและไม้หมากหวด มีขนาดใหญ่โปงลางจะมีเสียง 5 เสียงเท่านั้นเพราะเพลงพื้นบ้านอีสานใช้เพียง 5 เสียง เสียงสูงต่ำตามขนาดของไม้ใช้เชือกร้อยติดกันเป็นผืนนิยมแขวนด้านเสียงต่ำไว้ด้านบนเสียงสูงทอดเอียงลงเวลาตีใช้ผู้ตี 2 คน ๆ หนึ่งตีตามทำนองส่วนอีกคนหนึ่งตีเสียงประสาทหรือเสียงเสพ


พิณไห เป็นเครื่องดนตรีประเภทดีดทำจากไหซองหรือไหกระเทียมทำไหขนาดลดหลั่นตามที่ต้องการมา 3-7 ใบใช้ยางสติ๊กที่ตัดจากยางในรถจักรยานมาจึงไว้ที่ปากไหดีดให้จังหวะเป็นเสียงเสพเวลาเล่นใช้มือดึงเส้นยายนี้ให้สั่นเป็นเสียงทุ้มต่ำแต่ต่อมาผู้ดีดไหเป็นเพียงผู้มาทำท่าดีดแต่งตัวสวยงามมารำเพราะคนชอบดูความสวยงามของคนดีดไหมากกว่าที่จะฟังเสียงพิณไห


เครื่องดนตรีไทยภาคใต้
กลองหนัง รูปร่างลักษณะเป็นเครื่องดนตรีประเภทตี เป็นกลองสองหน้าตัวกลองทำจากไม้เนื้อแข็ง ข้างในกลวงขึ้นหน้าด้วยหนังวัว หรือ หนังแพะทั้งสองด้าน ตีด้วยไม้ 1 คู่ เวลาตีต้องตั้งกลองไว้ที่พื้น หรือขาตั้ง เพื่อให้ตีได้สะดวก ประวัติมีมาแต่โบราณ ไม่ปรากฎหลักฐานว่าเริ่มต้นตั้งแต่เมื่อไหร่ นิยมใช้ในการละเล่นของภาคใต้ทั่วไป จังหวัดที่นิยมบรรเลง ทุกจังหวัดทางภาคใต้ โอกาสที่บรรเลง งานมงคลและงานอวมงคลทั่วไป


โพน เป็นเครื่องดนตรีประเภทตีเป็นกลองสองหน้า ตัวกลองทำด้วยไม้เนื้อแข็ง ตรงกลางตัวกลองด้านบนมีหูโลหะตรึงไว้สำหรับแขวนและตีด้วยไม้ขึงด้วยหนังวัว 2 ด้านประวัติไม่ทราบประวัติที่แน่นอนนิยมตีแข่งขันเสียงดังแต่บางครั้งจะใช้ตีประกอบกับฆ้องเดี่ยวไม่ใช้ประสมวงดนตรีจังหวัดที่นิยมบรรเลงทุกจังหวัดในภาคใต้ โอกาสที่บรรเลงตีเป็นสัญญาณเวลาพระฉันเพลหรือลงโบสถ์ และใช้ตีในขบวนการแห่พระตลอดจนใช้ตีแข่งขันความดังกัน เรียกว่า “จันโพน”


กลองแขก เป็นเครื่องดนตรีประเภทตีเป็นกลองสองหน้ามีลักาณะคล้ายปืดแต่เล็กกว่าตัวกลองทำด้วยไม้เนื้อแข็งหน้ากลองทำด้วยหนังนากหรือหนังเสือปลา วิธีตีกลองจะตีด้วยไม้มีลักษณะรูปโค้ง และใช้มือตีอีกด้านหนัง


ฆ้องคู่ จัดเป็นเครื่องดนตรีประเภทตีฆ้องแฝด ตัวฆ้องทำด้วยโลหะผสมตีด้วยไม้หุ้มนวมแขวนอยู่ในกลอง ไม้สี่เหลี่ยมเจาะรูให้เสียงออกประวัติ มีเล่นกันมาช้านานแล้วใช้บรรเลงในวงดนตรีประกอบด้วย ทับ กลองหนัง ฉิ่ง ปี่

 
ทับ เป็นเครื่องดนตรีประเภทตีเป็นกลองหน้าเดียว ทำด้วยไม้เนื้อแข็งชุดหนึ่งมี 2 ใบมีเสียงสูงและเสียงต่ำ ตีสอดสลับกันประวัติใช้มานานแล้ว นิยมใช้ผสมกับกลองตุ๊กสำหรับประกอบการแสดงโนรา

แหล่งอ้างอิง http://www.trueplookpanya.com/

Musical

เตรื่องดนตรีสากล


 เครื่องดนตรี คือ สิ่งประดิษฐ์ที่มนุษย์ได้คิดค้นขึ้นมาเพื่อทำให้เกิดเสียงดนตรีชนิดต่าง ๆ เมื่อนำเครื่องดนตรีมาปฏิบัติพร้อมกัน จะได้เสียงของบทเพลงที่น่าฟัง ไพเราะ ช่วยให้ผู้ฟังเพลงรู้สึกผ่อนคลายได้
 เครื่องดนตรีสากลแบ่งออกเป็น 5 ประเภทคือ เครื่องสาย (String Instruments) . เครื่องลมไม้ (Woodwind Instruments) , เครื่องลมทองเหลือง (Brass Instruments) , เครื่องลิ่มนิ้ว (Keyboard Instruments) , และเครื่องตี (Percussion Instruments)



เครื่องสาย (String Instruments)
เครื่องดนตรีประเทเครื่องสาย จะเกิดเสียงได้โดยการทำให้สายสั่นสะเทือน เกิดเสียงได้โดยการดีดและการสีโดยการใช้คันชัก มีทั้งสายที่ทำจากเส้นลวด เส้นเอ็น หรือเส้นไหม นำมาขึงให้ตึง ความดังของเสียงอยู่กับขนาดรูปร่างของเครื่องดนตรีและวัสดุที่นำมาใช้ทำเป็นลำตัวเครื่องดนตรี


    ไวโอลิน (Violin) คือ เครื่องดนตรีที่กำเนินเสียงในระดับสูง เป็นเครื่องดนตรีในตระกูล ไวโอลิน (Violin Far) ทั้งหมด 4 ชนิด คือ ไวโอลิน วิโอลา เชลโล และคอนทร้าเบส เครื่องดนตรีในตระกูลไวโอลินคือเครื่องดนตรีหลักที่ใช้ในวงออร์เคสตร้า ปกติจะเล่นใช้คันชักสีที่สายให้สั่นสะเทือน คันชักของไวโอลินจะทำด้วยหางม้า แต่บางครั้งก็จะใช้นิ้วดีดที่สาย เพื่อให้เกิดเสียงตามต้องการ 
    วิโอลา (Viola)  เป็นเครื่องดนตรีในตระกูลไวโอลินเช่นกัน ขนาดใหญ่กว่าไวโอลินเล็กน้อย ตำแหน่งของวิโอลาจะอยู่ลักษณะเดียวกับไวโอลิน ต้องวางไว้บนไหล่ซ้ายของผู้เล่น แล้วใช้คางหนีบเครื่องดนตรีไว้ไม่ให้เคลื่อนที่ คันชักจับด้วยมือขวา คุณภาพเสียงของวิโอลาจะไม่สดใสเหมือนเสียงของไวโอลิน มีลักษณะเหมือนเสียงนาสิก
    เชลโล (Cello) เป็นเครื่องดนตรีในตระกูลไวโอลิน แต่มีขนาดใหญ่และใหญ่กว่าไวโอลินเป็น 2 เท่า ระดับเสียงต่ำกว่าไวโอลิน คุณภาพเสียงทุ้มลึกกว่าเสียงของไวโอลิน เชลโลสามารถเล่นด้วยวิธีสี และวิธีดีด เช่นเดียวกับไวโอลิน ในขณะที่เล่นต้องนั่งใช้เข่าหนีบให้เชลโลอยู่ระหว่างขาทั้งสองข้าง
    คอนทร้าเบส (Contra Bass)  เป็นเครื่องดนตรีในตระกูลไวโอลินที่มีขนาดใหญ่ที่สุด มีชื่อเรียกหลายชื่อ เช่น สตริงเบส ดับเบิ้ลเบส เบสวิโอล เวลาเล่นต้องตรึงเครื่องไว้บนพื้นโดยมีหมุดยึดไว้เพราะว่า คอนทร้าเบนมีขนาดใหญ่มาก คุณภาพเสียงของคอนทร้าเบสจะหนักแน่นและให้ความรู้สึกอุ้ยอ้าย เยิ่นเย้อเหมือนกับการเคลื่อนที่ของใหญ่โต ที่มีน้ำหนักมาก
    ฮาร์ป (Harp)  คือ เครื่องดนตรีประเภทเครื่องสายซึ่งแตกต่างจากเครื่องสายประเภทอื่น ๆ คือ การขึงของสายจะไม่ผ่านกล่องเสียง (Sounding Board) เหมือนเครื่องดนตรีชนิดอื่น ๆ เช่น กีตาร์ ไวโอลิน หรือเปียโน โครงสำหรับขึงสายมีลักษณะเป็นรูปสามเหลี่ยมโค้งงอเล็กน้อย เพื่อให้เกิดความสวยงาม ปกติจะเล่นด้วยการดีดที่สาย คุณภาพเสียงของฮาร์ปมีความแจ่มใส กว่าเสียงของเปียโน ใช้แสดงความสดชื่นแจ่มใส

 
    แมนโดลิน (Mandolin)  เป็นเครื่องดนตรีประเภทเครื่องสายที่กำเนิดเสียงในระดับเสียงสูง ผู้เล่นจะใช้เพล็คทรัม หรือปิคดีดไปที่สาย ในลักษณะดีดขึ้นลงติดต่อกันอย่างเร็วเพื่อให้เกิดเสียงสั่นรัว


    กีตาร์ (Guitar)  คือเครื่องดนตรีประเภทเครื่องสาย เล่นโดยวิธีการดีด เกี่ยว ดึง หรือ กรีดสายบนสายกีตาร์ อาจใช้นิ้วหรือเพล็คทรัมก็ได้ กล่องเสียงของกีตาร์จะคล้ายไวโอลินขนาดใหญ่ คอยาว มีเฟร็ทโลหะ คั่นอยู่ 5 สาย และมีหมุดยึดสายที่ปลายคอกีตาร์ สายของกีตาร์มีทั้งทำด้วยโลหะและไนล่อน


    แบนโจ (Banjo)  เป็นเครื่องดนตรีประเภทเครื่องสาย เล่นด้วยวิธีดีดด้วยนิ้วมือหรือดีดด้วยเพล็คทรัม (Plectrum) นิยมเล่นในกลุ่มนักร้อง นักดนตรีชาวอเมริกัน แล้วเผยแพร่สู่ทวีปยุโรป กล่องเสียงของแบนโจจะเหมือนกลับหน้ากลอง มีหนังลูกวัวขึงปิดอยู่ คาดหรือวงรอบด้วยไม้หรือเหล็กเพื่อให้หนังตึง

เครื่องลมไม้
เครื่องดนตรีประเภทเครื่องลมไม้แบ่งออกเป็น 2 พวก คือพวกขลุ่ยและปี่ ถ้าเป็นประเภทขลุ่ยจะไม่มีลิ้น เป่าลมผ่านท่อในลักษณะของการผิว เช่น ฟลุท ปิคโคโล รีคอร์เดอร์ , ประเภทปี่ ต้องเป่าลมผ่านลิ้น ซึ่งมีลิ้นเดี่ยว เช่น คลาริเนต แซ็กโซโฟน และลิ้นคู่ เช่น บาสซูน โอโบ เป็นต้น
    คลาริเนต  (Clarinet)  เป็นเครื่องดนตรีประเภทเครื่องลมไม้ใช้ลิ้นเดี่ยว คลาริเนตมีใช้อยู่หลายชนิด เช่น อีแฟล็ตคลาริเนต บีแฟล็ตคลาริเนต และเบสคลาริเนต ลำตัวคลาริเนตมีทั้งทำด้วยโลหะ ไม้ พลาสติก ลำตัวของปี่จะกลวงเหมือนขลุ่ย เปลี่ยนระดับเสียงโดยใช้นิ้วและคีย์โลหะบุด้วยนวมปิดเปิดรู ปี่คลาริเนตจะมีรูปร่างคล้ายกับโอโบ แตกต่างกันที่ปากเป่า คุณภาพเสียงของปี่คลาริเนต จะมีช่วงเสียงกว้างและทุ้มลึก มีนิ้วพิเศษที่ทำเสียงได้สูงมากเป็นพิเศษ

    แซ็กโซโฟน (Saxophone)  แซกโซโฟน เป็นเครื่องดนตรีในตระกูลเครื่องลมไม้ ใช้ลิ้นเดี่ยวเหมือนของคลาริเนต แม้ว่าตัวเครื่องมักจะทำด้วยโลหะแต่สุ้มเสียงก็กระเดียดมาทางเครื่องลมไม้
    ตระกูลแซกโซโฟนเป็นตระกูลใหญ่เช่นเดียวกับคลาริเนท แซกโซโฟนมีขนาดต่าง ๆ ถึง 7 ขนาดด้วยกัน แต่นิยมใช้ในปัจจุบันมี 4 ชนิดด้วยกัน หลากหลายชนิดของแซกโซโฟน ได้กล่าวเกี่ยวกับชนิดของแซกโซโฟนไว้ว่าแซกโซโฟนในปัจจุบันประกอบด้วยแซกโซ โฟนโซปราโน, แซกโซโฟนอัลโต้, แซกโซโฟนเทเนอร์และบาริโทนแซกโซโฟนในบรรดา 4 ชนิดที่กล่าวมานี้ แซกโซโฟนโซปราโนเป็นแซกโซโฟนที่มีเสียงความถี่เสียงสูงที่สุด ตามด้วยแซกโซโฟนโต้ แซกโซโฟนเทเนอร์และสุดท้ายที่ต่ำคือบาริโทนแซกโซโฟน
   1. โซปราโนแซกโซโฟน (Soprano Saxophone) เป็นแซกโซโฟนที่มีขนาดเล็ก น้ำหนักเบาและมีความถี่สูงที่สุด เนื่องจากมีขนาดเล็กและน้ำหนักเบาจึงสามารถถือไว้ในมือได้ง่ายโดยไม่จำเป็น ต้องใช้สายสะพายแซกโซโฟนก็ดี อย่างไรก็ตามแซกโซโฟนโซปราโนไม่เหมาะสมสำหรับผู้ที่ต้องการหัดเล่นแซกโซโฟน เนื่องจากมีความยากในการเป่ามากกว่าแซกโซโฟนอัลโต้และเทเนอร์ ในปัจจุบันแซกโซโฟนโซปราโนจะมีรูปทรงให้เลือก 2 แบบ คือแบบตรง และแบบโค้งก็จะมีลักษณะเหมือกับแซกโซโฟนอัลโต้แต่มีขนาดเล็กกว่า
   2. อัลโต้แซกโซโฟน (Alto Saxophone) เป็นแซกโซโฟนที่ดีที่สุดสำหรับผู้เริ่มต้น เนื่องจากเป็นแซกโซโฟนที่เป่าง่ายกว่าโซปราแซกโซโฟนและมีน้ำหนักเบากว่าแซก โซโฟนเทเนอร์แซกโซโฟนอัลโต้สามารถเป่าได้ในดนตรีหลาย ๆ สไตล์ไม่ว่าจะเป็นสไตล์คลาสสิก, ป็อป, แจ็ส แต่นักดนตรีคลาสสิกจะนิยมใช้แซกอัลโต้ในการเล่นมากกว่าการใช้แซกโซโฟนชนิด อื่น ๆ รวมถึงการเล่นดนตรีแบบแตรวง, คอนเสิร์ตหรือมาร์ชชิ่งแบรนด์ก็เช่นกัน แซกโซโฟนอัลโต้จึงเป็นแซกโซโฟนที่ได้รับความนิยมมากที่สุด
   3. เทเนอร์แซกโซโฟน (Tenor Saxophone) เป็นแซกโซโฟนที่ถูกใช้มากในการเล่นดนตรีแนวแจ็ส แต่ก็สามารถเห็นแซกโซโฟนเทเนอร์ได้ในการเล่นดนตรีแบบอื่น ๆ เช่นกันเสียงของแซกเทเนอร์จะมีลักษณะแบบนุ่ม ๆ อ้วน ๆ และต่ำกว่าแซกโซโฟนอัลโต้และแซกโซโฟนโซปราโน รองจากแซกโซโฟนอัลโต้แล้วแซกโซโฟนเทเนอร์ก็น่าจะเป็นตัวเลือกที่มือใหม่ควร จะใช้ในการเริ่มต้น
   4. บาริโทนแซกโซโฟน (Baritone Saxophone) เป็นแซกโซโฟนที่มีขนาดใหญ่และมีความถี่เสียงต่ำสุด และราคาแพงที่สุดในบรรดาแซกโซโฟน ดังนั้นบาริโทนแซกโซโฟนจึงไม่เหมาะแก่นักแซกโซโฟนมือใหม่ทั้งหลาย ความยาวของบาริโทนแซกโซโฟนจะอยู่ประมาณ 7 ฟุต
   5. เบสแซกโซโฟน (Bass Saxophone) เป็นแซกโซโฟนที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในบรรดาแซกโซโฟนทั้งหมด


 
    โอโบ (Oboe) โอโบ คือ เครื่องดนตรีประเภทเครื่องลมไม้ โอโบและเครื่องดนตรีอื่น ๆ ในตระกูลโอโบ เช่น บาสซูนและอิงลิชฮอนร์นเป็นเครื่องดนตรีจำพวกลิ้นคู่ ลำตัวโอโบเป็นรูปทรงกรวยทำด้วยไม้ แบ่งเป็น  3 ท่อน เวลาจะใช้ต้องต่อเข้าด้วยกัน มีรูสำหรับใช้นิ้วปิดเปิด 6 รู และมีคีย์โลหะบุนวม ต่อเป็นระบบกลไกเชื่อมโยงสำหรับปิดเปิดรูอีกด้วย คุณภาพเสียงของโอโบมีความแหลมเสียดแทงและมีลักษณะเป็นเสียงนาสิก


    บาสซูน (Bassoon) คือเครื่องดนตรีในกลุ่มเครื่องลมไม้ อยู่ในตระกูลโอโบ มีลิ้นคู่ มีเสียงต่ำ บาสซูนเป็นเครื่องดนตรีสำคัญอีกเครื่องหนึ่ง ในวงควอเต็ทสำหรับเครื่องลมไม้ ซึ่งประกอบขึ้นด้วย ฟลุท คลาริเนต โอโบ และบาสซูน คุณภาพเสียงของบาสซูนในช่วงเสียงสูงจะแหลมเสียงในช่วงกลางจะทีบ กลวง ไม่หนักแน่น ส่วนมากแล้ว มักจะใช้เสียงของบาสซูนถึงความตลกขบขัน


    ฟลุท (Flute)  คือ ขลุ่ยชนิดหนึ่งเป็นเครื่องดนตรีอยู่ในกลุ่มเครื่องลมไม้ ฟลุทมีท่อกลวงเกิดเสียงโดยการเป่าลมผ่านช่องลมของปากเป่า ผู้เล่นต้องถือฟลุทให้ขนานกับพื้นฟลุทในระยะแรกทำด้วยไม้ ปัจจุบัน ฟลุทนิยมทำด้วยโลหะ คุณภาพเสียงของฟลุทในระดับเสียงสูงมีเสียงแจ่มใส เสียงในระดับต่ำมีความนุ่มนวล


    ปิคโคโล (Piccolo) คือ เครื่องดนตรีในกลุ่มเครื่องลมไม้ อยู่ในตระกูลฟลุท ปิคโคโล มีระดับเสียงสูงกว่าฟลุทอยู่ 1 ช่วงคู่แปด มีขนาดเล็กกว่าฟลุท 4 เท่า จึงทำให้มีคุณภาพเสียงที่สดใสและแหลมมาก เสียงในระดับต่ำของปิคโคโลจะดังไม่ชัดเจน ปิคโคโลจึงเหมาะที่จะใช้ในการเล่นในระดับเสียงกลางและเสียงสูงมากกว่าในระดับเสียงต่ำ เครื่องดนตรีที่มีเสียงแหลมเหมือนปิคโคโล ซึ่งอยู่ในตระกูลฟลุทมีอีกหลายชนิด เช่น เรคอร์เดอร์ เป็นต้น

 
    เรคอร์เดอร์ (Recorder)  คือเครื่องดนตรีเก่าแก่ จัดอยู่ในกลุ่มเครื่องลมไม้ พัฒนาจากยุคกลางจนถึงศตวรรษที่ 18 เรคอร์เดอร์มีรูปสำหรับใช้นิ้วปิดเปิด 8 รู ลำตัวจะเป็นทรงกรวย ทำด้วยไม้หรือพลาสติก มีปากเป่าลักษณะเหมือนกับนกหวีด คุณภาพเสียงของเรคอร์เดอร์ จะนุ่มนวล บางเบา


เครี่องลมทองเหลือง (Brass Instrument)
    เครื่องดนตรีประเภทเครื่องลมทองเหลือง ทำด้วยโลหะผสมทองเหลือง เสียงของเครื่องดนตรีประเภทนี้เกิดจากการเป่าลมผ่านท่อโลหะ ความยาวของท่อโลหะต่างกันทำให้ระดับเสียงเปลี่ยนไป การเปลี่ยนความยาวของท่อโลหะจะใช้ลูกสูบเป็นตัวบังคับ เช่น ทรัมเป็ท คอร์เน็ท เครื่องดนตรีบางชนิดจะใช้การชักท่อลมเข้าออก เพื่อเปลี่ยนความยาวของท่อลม เช่น ทรอมโบน ลักษณะเด่นของเครื่องดนตรีประเภทนี้ คือ มีปากลำโพงสำหรับขยายเสียงให้มีความดังเจิดจ้า เรามักเรียกเครื่องดนตรีประเภทนี้รวม ๆ กันว่าแตร ปากเป่า เครื่องดนตรีประเภทนี้ทำด้วยโลหะเป็นรูปกรวยเรียกว่า กำพวด (Mouthpiece) ต่อเข้ากับท่อลมของเครื่องดนตรีนั้น ๆ


    ทรัมเป็ท (Trumpet) เป็นเครื่องดนตรีที่จัดอยู่ในประเภทเครื่องลมทองเหลืองกำพวดสำหรับเป่าเป็นท่อโลหะ ปลายบานคล้ายรูปถ้วย ท่อลม ทรัมเป็ทกลวงยาวเท่ากันปลายจะบานออกเป็นลำโพง ทรัมเป็ทมีลูกสูบ 3 สูบ สำหรับใช้เปลี่ยนความยาวของท่อลม บางครั้งกดเพียง 1 นิ้ว บางครั้งกดเพียง 2 นิ้ว หรือ นิ้วพร้อมกัน เสียงของทรัทเป็ทจะเป้นเสียงที่มีพลังและดังเจิดจ้า
 
    คอร์เน็ท (Cornet)  คือ เครื่องเป่าลมทองเหลืองที่มีลักษณะคล้ายกับทรัมเป็ท แต่ลำตัวสั้นกว่า คุณภาพของเสียงมีความนุ่มนวล กลมกล่อม เสียงจะสดใสน้อยกว่าทรัมเป็ท ในปัจจุบันคอร์เน็ทเป็นเครื่องดนตรีสำคัญสำหรับวงโยธวาทิต
    ทูบา (Tuba)  คือ เครื่องดนตรีประเภทเครื่องลมทองเหลืองที่มีระดับเสียงต่ำ พัฒนาการมาจากการเป่าเขาสัตว์และการเป่าสังข์ ท่อลมของทูบามีลักษณะค่อย ๆ บานขยายออกทีละน้อยมีลูกสูบ 3 หรือ 4 สูบ ตรงส่วนปลายสุดของท่อบานออกเหมือนลำโพง กำพวดเป็นโลหะรูปถ้วย
 

    ยูโฟเนียม (Euphonium)  คือ เครื่องดนตรีประเภทเรครื่องลมทองเหลือง ลักษณะทั่วไปของยูโฟเนียมเหมือนกับเครื่องลมทองเหลืองอื่น ๆ จะมีลูกสูบ 3 สูบ มีกำพวดเป็นรูปถ้วย ท่อลมกลวงปลายบานเป็นลำโพงเสียง ลักษณะเสียงของยูโฟเนียมจะนุ่มนวล ทุ้มลึก สามารถเล่นในระดับเสียงต่ำได้ดี มีเครื่องดนตรีชนิดหนึ่งชื่อ บาริโทน ที่มี่เสียงใกล้เคียงกับยูโฟเนียม แต่ท่อลม จะมีขนาดเล็กกว่า เสียงของบาริโทนจะมีความห้าวมากกว่ายูโฟเนียม
    ซูซาโฟน (Sousaphone) คือเครื่องลมทองเหลืองที่ใหญ่ที่สุด ซูซาโฟนมีลำตัวม้วนเป็ขดผู้เล่นต้องสอดตัวเข้าไปในขดของเครื่อง ปากลำโพงจะหันไปทางเดียวกับผู้เป่า เสียงของซูซาโฟนจะเหมือนกับทูบา คือ ต่ำทุ้มลึก ในเยอรมันจะใช้เครื่องดนตรีที่มีลักษณะเดียวกับซูซาโฟนเรียกว่าบอมบาดอน ‘Bombardon’

    บิวเกิล (Bugle) คือ เครื่องลมทองเหลืองที่ไม่มีลูกสูบ เป่าโดยใช้กำพวดเป่าเสียงได้ 8 เสียงใช้สำหรับเป่าแตรสัญญาณของทหาร

    เฟรนช์ฮอร์น (French Horn)  คือเครื่องทองเหลือง มีท่อลมเป็นทรงกรวย ขดเป็นวงกลม ขยายออกไปตลอด ปลายท่อจะบานออกเป็นลำโพงอย่างกว้าง พัฒนามาจากการเป่าเขาสัตว์เพื่อใช้บอกสัญญาณต่าง ๆ เสียงของเฟรนซ์ฮอร์น จึงเหมือนกับเสียงที่เกิดจากการเป่าเขาสัตว์คุณภาพของเสียงเฟรนช์ฮอร์น โปร่งเบาและมีความนุ่มนวล กังวาน


    ทรอมโบน (Trombone)  คือ เครื่องลมทองเหลืองมีคันชักโค้งเป็นรูปตัวยู (U-shape) สำหรับเปลี่ยนความยาวของท่อลม ตำแหน่งของการเลื่อนคันชักจะมีอยู่ทั้งหมด 7 ตำแหน่ง ให้ระดับเสียงดนตรีต่างกันออกไป


เครื่องลิ่มนิ้ว (Keyboard Instrument)
    เครื่องดนตรีในกลุ่มนี้ มักนิยมเรียกทับศัพท์ในภาษาอังกฤษว่า “เครื่องดนตรีประเภทคีย์บอร์ด” ลักษณะเด่นของเครื่องดนตรีที่อยู่ในกลุ่มนี้ คือ มีลิ่มนิ้วสำหรับกด เพื่อเปลี่ยนระดับเสียงดนตรี ลิ่มนิ้วสำหรับกดนั้นนิยมเรียกว่า “คีย์” (Key) เครื่องดนตรีแต่ละชนิดมีจำนวนคีย์ไม่เท่ากัน โดยปกติสีของคีย์เป็นขาวหรือดำ คีย์สีดำโผล่ขึ้นมามากกว่าคีย์สีขาว


    เปียโน (piano)  เป็นเครื่องดนตรีประเภทลิ่มนิ้วนิยมกันอย่างกว้างขวางกว่าเครื่องดนตรี ชนิดอื่นทั้งหมด เป็นเครื่องดนตรีประจำบ้าน ประจำวงคอนเสิร์ตนอกจากเป็นเครื่องดนตรีที่จั้ดว่าเป็นเอกทางเดี่ยวแล้ว ยังใช้สำหรับคลอเสียงดนตรีชนิดอื่น และใช้คลอเสียงร้องได้ดีอีกด้วย เปียโนมี 7 ออกเทพส์ครึ่ง (Octaves) สามารถเปลี่ยนระดับเสียงได้ทุกบันไดเสียง มีลิ่มทั้งหมด 88 ลิ่มนิ้ว สามารถเล่นได้ทั้งทำนอง (Malody) และเสียงประสน (Harmony) ในขณะเดียวกันเสียงของเปียโนถือเป็นเสียงมาตรฐาน ดังนั้นในการแต่งเพลงจึงจำเป็นต้องใช้เปียโนเป็นหลักในการเขียนโน้ตในบันไดเสียงต่าง ๆ
    ฮาร์ปซีคอร์ด (Harpsicord) เป็นเครื่องดนตรีประเภทลิ่มนิ้ว ที่เกิดก่อนเปียโน ทำให้เสียงดังหรือเบาตามลำดับเหมือนอย่างเปียโนไม่ได้ ในขณะที่เรากดคีย์ลงไป สายภายในเครื่องดนตรีจะถูกเกี่ยวด้วยไม้ดีด (Quills) ซึ่งตรงข้ามกับเปียโนที่ใช้ค้อนเคาะลงเบาบนสาย
    แอ็คคอร์เดียน (Accordion) คือเครื่องดนตรีประเภทมีลิ่มนิ้วเรียงกันเป็นแผง การเล่นใช้นิ้วมือกดลงบนลิ่มนิ้วของเครื่องดนตรี การเกิดเสียงนั้น ขึ้นอยู่กับกรรมวิธีภายในซึ่งมีลักษณะเป้นท่อลมที่มีที่ปิดเปิดทำให้เกิดระดับเสียงต่าง ๆ

เครื่องตี (Percussion Instrument)
    เครื่องดนตรีประเภทเครื่องตีได้แก่ เครื่องดนตรีที่เกิดเสียงจากการตีกระทบ การสั่น การเขย่า การเคาะ การตีอาจจะใช้ไม้ตีหรืออาจจะใช้สิ่งหนึ่งกระทบเข้ากับอีกสิ่งหนึ่งเพื่อให้เกิดเสียง เครื่องตีกระทบประกอบขึ้นด้วยวัสดุของแข็งหลายชนิด เช่น โลหะ ไม้ หรือแผ่นหนังขึงตึง
 
    กลองใหญ่ (Bass Drum) กลองใหญ่ คือ เครื่องตีมี 2 หน้า ขึงด้วยหนังกลอง เสียงกลองตีเน้นย้ำจังหวะเพื่อให้เกิดความหนักแน่น หรืออาจจะใช้การตีแบบรัวเพื่อให้เกิดความตื่นเต้น สร้างจุดสนใจในบทเพลงเพิ่มขึ้น
    กลองเล็ก (Snare Drum)  กลองเล็ก คือ เครื่องตี มี 2 หน้า ขึงด้วยหนังกลอง ลักษณะเฉพาะคือหน้ากลองด้านล่างจะต้องคาดไว้ด้วยสายสะแนร์เป็นแผงเพื่อให้เกิดเสียงซ่า เดิมสายสะแนร์ทำดวยเอ็นสัตว์ ในปัจจุบันสายสะแนร์มีทั้งที่ทำด้วยไนล่อนและทำด้วยเส้นลวดโลหะ กลองเล็กมีหลายชื่อ เช่น Snare Drum และ Side Drum
    ทิมปานี (Timpani)  เป็นกลองที่มีลักษณะเหมือนกระทะ หรือกาต้มน้ำ จึงมีช่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า Kettle Drum ตัวกลองทำด้วยโลหะทองแดง ตั้งอยู่บนขาหยั่ง กลองทิมปานี มีระดับเสียงแน่นอน เทียบเท่ากับเสียงเบส มีเท้าเหยียบเพื่อเปลี่ยนระดับเสียงตามต้องการในการบรรเลงต้องใช้อย่างน้อย 2 ใบ


    คองก้า (Konga) ชื่อของกลองชนิดหนึ่ง เป็นกลองหน้าเดียว ขึงด้วยหนังสัตว์ กลองคองก้ามีหลายขนาดต่างระดับเสียงกัน จะใช้ 3 ใบ 4 ใบ หรือ 5 ใบ หรือมากกว่านั้นก็ได้ปกติใช้อย่างต่ำ 2 ใบ ตีสอดสลับกันตามลีลาบทเพลง ตีด้วยปลายนิ้วและฝ่ามือ


    บองโก (Bongo)  กลองบองโก เป็นกลองคู่ จะต้องมี 2 ใบเสมอ เล็ก 1 ใบ ใหญ่ 1 ใบ ระดับเสียงของกลอง 2 ใบ ตั้งเสียงให้ห่างกันในระดับคู่ 5 โดยประมาณ กลองทั้ง 2 ใบ จะติดตั้งกับอุปกรณ์ ยึดติดให้อยู่คู่กัน ขณะที่ตีกลองผู้ตีกลองจะต้องหนีบกลองทั้ง 2 ใบให้อยู่ระหว่างขาทั้งสองข้างหนีบไว้ด้วยหัวเขาหรือวางไว้บนขาตั้งโลหะก็ได้


    แทมบูริน (Tambourine)  เป็นเครื่องตีประกอบจังหวะ ประกอบขึ้นด้วยขอบกลมเหมือนขอบกลางขนาดเล็ก ขอบอาจทำด้วยไม้ พลาสติก หรือโลหะ รอบ ๆ ขอบติดด้วยแผ่นโลหะประกบกัน 2 แผ่น หรือติดด้วยลูกกระพรวนเป็นระยะใช้การตีกระทบกับฝ่ามือหรือสั่นเขย่า ให้กิดเสียงดังกรุ๋งกริ๋ง เพื่อประกอบจังหวะให้เกิดความสนุกสนาน สดชื่น


    กิ๋ง (Triangle)  คือเครื่องตี ทำด้วยแท่งโลหะ ดัดให้เป็นรูปสามเหลี่ยม แท่งโลหะมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1 ซม. เพื่อให้เกิดเสียงกังวาน ต้องแขวนกิ๋งไว้กับเชือกแล้วด้วยแท่งโลหะ กิ๋งมีเสียงแจ่มใส มีชีวิตชีวา


    มาราคา (Maraca)  คือ เครื่องตี เดิมทำด้วยผลน้ำเต้าที่แก่จัด ทำให้แห้ง ภายในบรรจุด้วยเมล็ดน้ำเต้า เมล็ดถั่วต่าง ๆ หรือลูกปัดลูกเล็ก ๆ ต่อด้ามไว้สำหรับจับถือ เวลาเล่นใช้เขย่าเพื่อให้เกิดเสียงซ่า ๆ จะเขย่าด้วยมือทั้ง 2 ข้าง ให้ดังสอดสลับกัน ปัจจุบันทำด้วยไม้


    คาบาซา (Cabasa)  คือเครื่องตีทำจังหวะ เดิมทำด้วยผลน้ำเต้า หรือผลบวบแห้ง ภายนอกรอบ ๆ ห่อด้วยลูกประคำร้อยเชือก จะมีด้ามมือถือหรือไม่มีก็ได้ เกิดเสียงโดยการหมุน สั่น เขย่า ถู เพื่อให้ลูกประคำเคลื่อนที่เสียดสีกับผิวของผลน้ำเต้าหรือผลบวบ ทำให้เกิดเสียงดังขึ้นปัจจุบันคาบาซาทำด้วยไม้ประกอบโลหะ เป็นทรงกระบอก มีด้ามจับถือ ผิวของทรงกระบอกห่อหุ้มด้วยแผ่นโลหะ ทำผิวให้ขรุขระ ลูกประคำนั้นจะทำด้วยโลหะร้อยติดกันล้อมรอบผิวโลหะ


    เคาเบลล์ (Cowbell)  คือ เครื่องดนตรีประเภทตีทำจังหวะ พัฒนามาจากกระดิ่งผูกคอวัว รูปทรงจะคลายกับระฆังมากกว่ากระดิ่ง ตีด้วยไม้ตีกลอง


    กลองชุด (Drum set)  คือเครื่องตีประกอบด้วยกลองใหญ่ กลองสะแนร์ ฉาบ 1 หรือ 2 ฝา กลองทอม 2 หรือ 3 ใบ ไฮแฮท กระเดื่องเท้า พร้อมทั้งเพิ่มเครื่องทำจังหวะอื่น ๆ เช่น เคาเบลล์


    ฉาบ (Cymbal)  คือ เครื่องตีจังหวะ มีหลายลักษณะบางชนิดใช้ตีคู่ให้เกิดเสียงด้วยมือทั้งสองข้าง ฉาบบางชนิดจะใช้เพียงข้างเดียว ตีด้วยไม้ตีฉาบชนิดนี้ต้องติดตั้งบนขาตั้ง เช่น ฉาบที่ใช้สำหรับกลองชุด ฉาบมีหลายขนาด ขนาดใหญ่จะให้เสียงดังและก้องกังวานมากขึ้น
    ระฆังราว (Tubular Bells)  คือ เครื่องตีทำนอง ทำด้วยท่อโลหะแขวนเรียงตามลำดับเสียงจากสูงไปต่ำ แขวนกับโครงโลหะในแนวดิ่ง ใช้ไม้ตีที่ปลายท่อด้านหัว จะเกิดเป็นเสียงเหมือนระฆัง


    มาริมบา (Marinba)  เครื่องตีทำนองที่มีระดับเสียงแน่นอน เป็นระนาด ไม้ขนาดใหญ่ลูกระนาดทำด้วยไม้พิเศษที่มีชื่อว่า “Rosewood” ใต้ลูกระนาดจะมีท่อโลหะติดอยู่เพื่อเป็นตัวขยายเสียง


    ไซโลโฟน (Xylophone)  คือ เครื่องตีทำทำนองที่มีระดับเสียงแน่นอน เป็นระนาดไม้ขนาดเล็กของดนตรีสากล ลักษณะทั่วไปจะคล้ายกับมาริมบา หรือ ไวบราโฟน แต่ขนาดเล็กกว่า ลูกระนาดทำด้วยไม้เนื้อแข็ง ใต้ลูกระนาดมีท่อโลหะติดอยู่เพื่อเป็นตัวขยายเสียง


    ไวบราโฟน (Vibraphone)  เครื่องตีทำทำนองที่มีระดับเสียงแน่นอน เป็นระนาดขนาดใหญ่ลูกระนาดทำด้วยโลหะ ลักษณะทั่วไปคล้ายกับมาริมบา หรือโซโลโฟน ใต้ลูกระนาดมีท่อโลหะเพื่อเป็นตัวขยายเสียง มีแกนใบพัดเล็ก ๆ ประจำอยู่แต่ละท่อ ใช้ระบบมอร์เตอร์หมุนใบพัดทำให้เกิดเอฟเฟคต์เสียงสั่นรัว

แหล่งที่มา http://www.trueplookpanya.com